Call Center 888-504-2671
ทันตกรรมรากเทียม in Thailand

สุดยอดคู่มือ ทันตกรรมรากเทียม in Thailand

ทันตกรรมรากเทียม (dental implant) คืออะไร

ทันตกรรมรากเทียม เป็นการทำหัตถการรูปแบบหนึ่งเพื่อทดแทนรากฟันเดิม โดยเป็นการยึดส่วนของรากฟันที่ถูกทำขึ้นลงบนกระดูก ทำให้ฟันที่ได้ไม่สามารถถอดออกได้เหมือนกับการรักษาด้วยการสวมฟันปลอม ฟันที่ได้จึงมีความเหมือนกับฟันจริงตามธรรมชาติมากกว่าทั้งในด้านรูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งาน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการทำรากเทียมมักเกิดจากการประสบปัญหาจากการใช้ฟันปลอม เช่น ไม่รู้สึกสะดวกสบายในการวมใส่ฟันปลอม รู้สึกเจ็บ

ประเภทของการทำรากเทียม

รากเทียมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลัก คือ

(1) การปลูกรากเทียมลงในกระดูก (endosteal) รากเทียมชนิดนี้จะฝังลงบนกระดูกขากรรไกร รากเทียมมีลักษณะคล้ายน็อตขนาดเล็ก มักทำขึ้นจากไทเทเนียม เป็นรูปแบบที่นิยมมากกว่ารูปแบบอื่น

(2) การปลูกรากเทียมใต้เยื่อหุ้มกระดูก (subperiosteal) รากเทียมชนิดนี้จะฝังลงไปใต้เหงือก แต่ไม่ลึกลงไปถึงระดับกระดูกขากรรไกร การทำรากเทียมรูปแบบนี้มักทำในผู้ป่วยที่มีสุขภาพกระดูกขากรรไกรไม่ดี หรือทำในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการหรือไม่สามารถปลูกกระดูกเพื่อฝังรากเทียม

สำหรับผู้ป่วยที่กระดูกขากรรไกรไม่รอบรับการทำรากเทียม เช่น ปัญหาด้านความสูง หรือสุขภาพของกระดูก ยังมีเทคนิคในการปรับปรุงโครงสร้างกระดูกเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการทำรากเทียมได้ ประกอบด้วย

(1) การปลูกกระดูก (bone graft) ทำในผู้ป่วยรายที่กระดูกไม่สามารถรองรับรากเทียมได้ในด้านความยาว หรือลักษณะกระดูกไม่ที่เหมาะสมในการฝังรากเทียม การปลูกกระดูกช่วยให้กระดูกขากรรไกรมีความสูงหรือลักษณะที่เหมาะสมกับการฝังรากเทียม เพื่อให้รากเทียมสามารถยึดติดกับกระดูกได้

(2) การปลูกกระดูกบริเวณไซนัส (sinus lift) เป็นการเสริมกระดูกหลังไซนัสในรายที่กระดูกธรรมชาติของผู้ป่วยมีการเสื่อมถอย เนื่องจากการสูญเสียฟันบนส่วนหลัง

(3) การขยายสันกระดูกขากรรไกร (ridge expansion) ทำในกรณีที่ผู้ป่วยที่ความกว้างของกระดูกไม่เพียงพอต่อการรองรับรากเทียม การปลูกกระดูกส่วนนี้สามารถเพิ่มความกว้างของสันกระดูกบริเวณเหนือขากรรไกรได้

นอกจากการทำรากเทียมตามวิธีข้างต้นแล้ว ปัจจุบันยังมีทางเลือกในการทำรากเทียมรูปแบบอื่น ได้แก่

(1) Immediate load dental implant เป็นการบูรณะรากเทียม เช่น ใส่ครอบฟัน สะพานฟัน โดยสามารถทำได้ทันที ในวันเดียวกันหลังจากมีการฝังรากเทียม ซึ่งปกติจะต้องรอให้รากเทียมมีการฝังและยึดติดกับกระดูกขากรรไกรดีเสียก่อนจึงจะเริ่มขั้นตอนอื่น วิธีนี้จึงเน้นความรวดเร็วในการเข้ารับการรักษาโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องรอเวลา ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธี Immediate load ต้องพิจารณาถึงลักษณะของกระดูกและความสามารถในการรองรับรากเทียมร่วมด้วย

(2) Mini dental implant เป็นการใช้รากเทียมขนาดเล็ก ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของรากเทียมน้อยกว่า แทนการใช้รากเทียมปกติ การใช้รากเทียมขนาดเล็กทำให้แผลผ่าตัดเกิดขึ้นน้อยกว่า รักษาน้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องทำการเปิดเหงือก นิยมใช้กับรากเทียมเพื่อทดแทนฟันที่มีขนาดเล็ก

(3) All-on-4 เป็นการทดแทนฟันบนหรือฟันล่างทั้งแผงโดยใช้จุดยึดเป็นรากเทียมทั้งหมด 4 จุดลงบนกระดูกขากรรไกรของผู้ป่วย ทำให้สามารถเลี่ยงการปลูกถ่ายกระดูกในบางจุดไปได้เนื่องจากใช้รากเทียมยึดเพียงแค่ 4 จุดแต่สามารถรองรับฟันได้ทั้งแผง

ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการรักษาด้วยการทำรากเทียมนั้น มีขั้นตอนหลักดังนี้

1. การวินิจฉัยฟันและการวางแผนการรักษา ทันตแพทย์จะทำการตรวจสภาพฟันโดยใช้เครื่อง X-ray หรือภาพถ่ายสามมิติเพื่อดูโครงสร้างฟันและกระดูกที่จะใช้รองรับรากเทียม ทันตแพทย์จะซักประวัติการรักษาในอดีตเพิ่มเติม รวมถึงข้อจำกัดของผู้ป่วยบางกลุ่มที่ไม่อาจทำรากเทียมได้ เมื่อมีการวินิจฉัยเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วทันตแพทย์จะเริ่มวางแผนการรักษา

2. ก่อนการเริ่มทำรากเทียม หากผู้ป่วยมีฟันที่ได้รับความเสียหายรุนแรง ทันตแพทย์จะถอนฟันนั้นออก ในบางกรณีที่กระดูกของผู้ป่วยบางรายไม่สามารถรองรับรากเทียมได้ อาจต้องมีขั้นตอนการปลูกกระดูกเพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้รองรับรากเทียม

3. ในขั้นตอนการฝังรากเทียม เป็นการฝ่าตัดขนาดเล็กโดยทันตแพทย์จะฉีดยาชาลงบริเวณฟันที่จะทำรากเทียมและบริเวณข้างเคียงเพื่อลดความเจ็บปวด ในขั้นตอนนี้จะเริ่มต้นเฉพาะการฝังรากเทียม (fixture) ที่ทำจากไทเทเนียมลงบนกระดูกขากรรไกร

4. หลังจากการทำการฝังรากเทียมลงบนกระดูกแล้ว ต้องรอให้กระดูกมีการฟื้นตัวเพื่อยึดรากเทียมที่ฝังไว้ โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือนรากเทียมจึงจะยึดติดกับกระดูกได้แน่น หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นของการบูรณะ โดยทันตแพทย์จึงจะเริ่มสวมเดือยเพื่อรอบรับครอบฟัน (abutment) ก่อน และรอเวลาอีก 1-4 สัปดาห์จึงทำการสวมครอบฟัน (crown) ชั้นนอกสุดเพื่อให้ฟันที่ได้มีลักษณะคล้ายกับฟันตามธรรมชาติ

5. ทันตแพทย์จะทำการนัดตรวจติดตามหลังการรักษาช่วงสัปดาห์แรก เพื่อติดตามผลหลังการทำรากเทียม และควรพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อสุขภาพของรากเทียมที่ดี

6. การดูแลรักษารากเทียมมีการดูแลรักษาเหมือนกับฟันปกติ ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพฟันด้วยการแปรงฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ใช้ไหมขัดฟันในบริเวณซอกฟัน หมั่นตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์ทุก 6 เดือน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีความแข็งมากซึ่งอาจส่งผลต่อครอบฟัน และหากผู้ป่วยมีการรักษาสุขภาพช่องปากที่ดี รากเทียมอาจมีอายุการใช้งานได้ยาวนานตลอดชีวิตของผู้ป่วย

ระยะเวลาการรักษา

ระยะเวลาในการรักษาทั้งหมดอาจใช้เวลาหลายเดือน โดยเวลาการรักษาส่วนใหญ่นั้นเสียไปกับขั้นตอนของการรอเวลาให้กระดูกฟื้นสภาพ และมีการเจริญใหม่เพื่อยึดติดกับรากเทียมที่ฝัง เวลาทั้งหมดที่ใช้ในการรักษารากเทียมจึงอยู่ที่ประมาณ 6-8 เดือน

ผลหลังการรักษา

หลังจากที่ผู้ป่วยทำรากเทียมแล้ว ข้อดีหลังการรักษาด้วยการทำรากเทียมที่ผู้ป่วยจะได้รับ ประกอบด้วย

1. เสริมสร้างคุณภาพชีวิต เพิ่มบุคลิกภาพที่ดี การทำรากเทียมนั้นให้ฟันที่มีลักษณะเหมือนกับฟันจริงมากกว่าการสวมฟันปลอม นอกจากนี้รากเทียมยังถูกยึดติดกับกระดูกอย่างแน่นหนา ไม่หลุดออกง่าย

2. รากเทียมช่วยพัฒนาการออกเสียงของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ฟันปลอมที่ติดไม่แน่นสามารถเกิดการขยับได้ในช่องปาก ซึ่งรบกวนการออกเสียงของผู้ป่วย ทำให้การออกเสียงตะกุกตะกัก ติดขัด ไม่เป็นธรรมชาติ การทำทันตกรรมรากเทียมสามารถตัดปัญหาการเลื่อนหลุดของฟันปลอมในปากซึ่งส่งผลต่อการออกเสียงได้

3. เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วย เนื่องจากรากเทียมถูกยึดติดกับกระดูกทำให้ได้ฟันที่มีลักษณะคล้ายกับฟันจริงมากกว่า จึงตัดปัญหาด้านความสะดวกสบายที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่สวมฟันปลอมชนิดถอดออกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารสำหรับยึดติดฟัน

4. เพิ่มประสิทธิภาพในการรับประทานอาหาร การเลื่อนหลุดของฟันปลอมเป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลต่อการเคี้ยวอาหาร รากเทียมที่ยึดติดทำให้ฟันที่ได้มีลักษณะคล้ายกันกับฟันจริง การทำงานจึงทำได้เหมือนกับฟันจริงมากกว่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารที่ชอบได้อย่างมั่นใจ ไม่มีการปวดในระหว่างหรือหลังมื้ออาหาร

5. เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ป่วย ด้วยฟันที่เหมือนกับฟันจริงตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถสร้างรอยยิ้มได้อย่างมั่นใจ

6. ช่วยรักษาสุขภาพฟันในระยะยาว การทำทันตกรรมรากเทียมไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงฟันจริงส่วนที่เหลือเพื่อใช้ยึดรากเทียมเหมือนกับการทำสะพานฟัน เนื่องจากรากเทียมยึดเฉพาะส่วนฐานฟันกับกระดูก ไม่ได้ใช้ฟันข้างเคียงเป็นหลักในการยึด ทำให้ไม่ต้องกรอฟันจริงข้างเคียงเพื่อให้ฟันที่เตรียมขึ้นแนบกับสะพานฟัน นอกจากนี้รากเทียมมีการเว้นช่องว่างระหว่างฟันแต่ละซี่อย่างเหมาะสม ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ง่ายเหมือนฟันปกติ ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนพิเศษในการทำความสะอาดเหมือนกับการสวมฟันปลอม ช่วยเพิ่มสุขภาวะของช่องปากที่ดีให้กับผู้ป่วย

7. รากเทียมมีความทนทานที่มากกว่า อายุการใช้งานของรากเทียมสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตหากผู้ป่วยมีการดูแลรักษาฟันที่ดี

แต่การทำรากเทียมก็มีข้อเสียเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาอื่น ได้แก่

1. การทำทันตกรรมรากเทียมจำเป็นต้องมีการผ่าตัด เมื่อเทียบกันกับการรักษาด้วยฟันปลอมซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด

2. การทำทันตกรรมรากเทียมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำฟันปลอมมาก แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่ได้ก็มีความคุ้มค่าที่สูงกว่าตามราคาด้วยเช่นกัน

3. การทำทันตกรรมรากเทียมมข้อจำกัดของผู้ป่วยที่สามารถเข้ารับการรักษามากกว่าการรักษาด้วยการสวมฟันปลอม เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ) ผู้ป่วยโรคระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของกระดูก ต้องมีการวินนิจฉัยความสูงกระดูกเพื่อรองรับรากเทียม

ปัญหาที่อาจพบหลังเข้ารับการรักษา

เนื่องจากการทำรากเทียมจำเป็นต้องมีการผ่าตัดหลายขั้นตอน ผู้ป่วยจึงอาจประบสบกับปัญหาเหล่านี้ได้หลังการรักษารากเทียม

  • อาการบวมของเหงือก และใบหน้า
  • เหงือกและผิวหนังบริเวณใบหน้าช้ำ
  • มีอาการปวดบริเวณที่ทำรากเทียม
  • มีเลือดออก แต่ไม่มาก

ผู้ป่วยสามารถใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดจากการฝังรากเทียมได้ และอาการจะหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าหากอาการบวมหรือความรู้สึกไม่สะดวกสบายแย่ลงหลังจากการผ่าตัดและไม่มีแนวโน้มหายไป แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ในระหว่างการผ่าตัดแต่ละขั้นตอน แนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนเพื่อให้บริเวณที่เกิดการผ่าตัดฟื้นตัวได้ไวขึ้น ไม่เกิดการบอบช้ำ

ราคา

ค่าใช้จ่ายในการทำรากเทียมนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนซี่ และเทคนิคที่ใช้ในการทำหัตถการ โดยมีราคาเฉลี่ยดังนี้

ชนิดของรากเทียม

ราคาเฉลี่ย (บาท)

รากเทียมแบบปกติ

40,000 - 60,000 ต่อซี่ (ขึ้นกับเทคนิคที่ใช้)

รากเทียมชนิดมีครอบฟันในวันเดียว

ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย 50,000 (ขึ้นกับเทคนิคที่ใช้)

รากเทียมขนาดเล็ก

ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย 90,000 - 100,000

รากเทียมแบบ All-on-four

300,000 - 400,000 (ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้)

 

จองอย่างไร

บทความนี้มีขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้คำปรึกษาทางด้านทันตกรรมหรือคำให้คำแนะนำสำหรับการวินิจฉัยหรือการรักษาทางทันตกรรม โปรดปรึกษากับทันตแพทย์หรือมืออาชีพทางทันตกรรมที่มีคุณวุฒิก่อนที่จะเริ่มหรือเปลี่ยนการรักษาทางทันตกรรม

ทำไมต้อง Dental Departures?

  • การออมทรัพย์ที่สุดยอด

    การออมทรัพย์ที่สุดยอด

    ประหยัดได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับการรักษาที่บ้าน
  • หาราคาที่ประหยัดที่สุด

    หาราคาที่ประหยัดที่สุด

    รับรองราคาดีที่สุด
  • ทางเลือกมากที่สุด

    ทางเลือกมากที่สุด

    ค้นหา 1500 ทันตแทพย์ ในประเทศไทย
  • เลือกซื้อในสกุลเงินของคุณ

    เลือกซื้อในสกุลเงินของคุณ

    ค้นหาค่ารักษาในสกุลเงินของคุณ
ติดต่อเรา